เออร์ลิง ฮาแลนด์ สร้างสถิติ 100 ส่วนร่วมประตูในพรีเมียร์ลีกได้เร็วที่สุด

เออร์ลิง ฮาแลนด์ (Erling Haaland) กองหน้าตัวเก่งของแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ยังคงเดินหน้าสร้างสถิติในพรีเมียร์ลีก หลังทำสถิติ 100 ส่วนร่วมประตู (ประตู + แอสซิสต์) ได้เร็วที่สุด ในประวัติศาสตร์ลีก ด้วยการยิงจุดโทษในเกมที่ทีมเสมอกับไบรท์ตัน (Brighton) 2-2 เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ฮาแลนด์ทำลายสถิติของ อลัน เชียเรอร์

สถิติดังกล่าวใช้เวลาเพียง 94 นัด ทำให้ฮาแลนด์กลายเป็นนักเตะที่ทำสถิติ 100 ส่วนร่วมประตูได้เร็วที่สุด ทำลายสถิติเดิมของ อลัน เชียเรอร์ (Alan Shearer) ที่ใช้เวลา 100 นัด

ฮาแลนด์และเชียเรอร์เป็นสองผู้เล่นที่สามารถทำสถิตินี้ได้ภายในฤดูกาลที่สามในพรีเมียร์ลีก โดยเชียเรอร์เคยเล่นในดิวิชั่นหนึ่งเดิมก่อนที่พรีเมียร์ลีกจะก่อตั้งขึ้น ทำให้สถิติเหล่านั้นไม่นับรวม

นักเตะระดับตำนานคนอื่นๆ เช่น เซร์คิโอ อเกวโร่ (Sergio Aguero), เธียร์รี อองรี (Thierry Henry) และ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์ (Jimmy Floyd Hasselbaink) ต่างใช้เวลาถึงสี่ฤดูกาลกว่าจะถึง 100 ส่วนร่วมประตู ขณะที่ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) และ แอนดี้ โคล (Andy Cole) ใช้เวลาถึงห้าฤดูกาล

สถิติของฮาแลนด์ในพรีเมียร์ลีก

จาก 100 ส่วนร่วมประตูของฮาแลนด์ แบ่งเป็น 84 ประตู และ 16 แอสซิสต์ ซึ่งน้อยกว่านักเตะระดับตำนานหลายคนในช่วงเวลานี้

  • นักเตะที่มีแอสซิสต์น้อยกว่าฮาแลนด์ในช่วง 100 ส่วนร่วมประตูแรกคือ แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ที่ทำได้เพียง 13 ครั้ง
  • เอริก คันโตน่า (Eric Cantona) ทำแอสซิสต์ได้มากที่สุดในช่วง 100 ส่วนร่วมประตูแรกถึง 42 ครั้ง

ฮาแลนด์เคยคว้ารางวัล รองเท้าทองคำพรีเมียร์ลีก (Premier League Golden Boot) ในสองฤดูกาลแรกกับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลนี้เขาทำไปเพียง 20 ประตูจาก 27 นัด ซึ่งยังตามหลัง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ยิงไปแล้ว 27 ประตู และทำ 17 แอสซิสต์

เป้าหมายต่อไป: 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก

เป้าหมายต่อไปของฮาแลนด์คือการทำ 100 ประตูในพรีเมียร์ลีก โดยปัจจุบันเขาทำไปแล้ว 84 ประตู และต้องการอีก 16 ประตูจาก 30 นัดที่เหลือในฤดูกาลนี้

อลัน เชียเรอร์เป็นนักเตะที่ทำ 100 ประตูได้เร็วที่สุด โดยใช้เวลาเพียง 124 นัด ซึ่งหมายความว่าฮาแลนด์ยังมีโอกาสทำลายสถิตินี้ หากเขายิงได้เร็วพอในฤดูกาลนี้

หากเขาสามารถรักษาฟอร์มการเล่นและทำประตูได้อย่างต่อเนื่อง มีโอกาสสูงที่ฮาแลนด์จะทำลายสถิติต่างๆ ในพรีเมียร์ลีกได้อีกมากมายในอนาคต

หากคุณกำลังมองหา วิธี สมัคร sbobet ไม่ผ่านเอเย่นต์ สามารถลงทะเบียนได้ง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์หลักโดยตรง วิธี สมัคร sbobet ไม่ผ่านเอเย่นต์ ให้คุณมั่นใจได้ว่าการฝาก-ถอนเงินจะรวดเร็วและไม่มีค่าธรรมเนียมแอบแฝง

“ฮีโร่คนใหม่ของฝั่ง โฮลท์ เอนด์” แรชฟอร์ด ผลงานสุดแจ่ม ในชัยชนะของ แอสตัน วิลล่า

การย้ายทีมที่สร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับ มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ดาวเตะวัย 27 ปี หลังจากถูกดองในถิ่น โอลด์ แทรฟฟอร์ด ภายใต้การคุมทีมของ รูเบน อโมริม (Ruben Amorim) กุนซือคนใหม่ของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แรชฟอร์ด (Rashford) ซึ่งเติบโตมากับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ และเคยเป็นกำลังสำคัญของทีมมาโดยตลอด ได้ตัดสินใจย้ายมาร่วมทีม แอสตัน วิลล่า ด้วยสัญญายืมตัวในเดือนกุมภาพันธ์ หลังจากไม่ได้ลงเล่นให้กับ ยูไนเต็ด มาตั้งแต่เดือนธันวาคม เมื่อเขาแสดงความต้องการที่จะหา “ความท้าทายใหม่” ในวันเสาร์ที่ผ่านมา แรชฟอร์ด (Rashford) ได้โชว์ฟอร์มอันยอดเยี่ยมหลังถูกส่งลงสนามในครึ่งหลัง ในเกมที่ แอสตัน วิลล่า เปิดบ้านพลิกชนะ เชลซี 2-1 โดยเขาทำผลงานได้อย่างโดดเด่นด้วยการจ่ายให้ มาร์โก อเซนซิโอ (Marco Asensio) ยิงทั้งสองประตู นับเป็นครั้งแรกที่เขาแอสซิสต์ให้ผู้เล่นคนเดียวสองครั้งในเกม พรีเมียร์ลีก นับตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020

ยูริ ทีเลอมันส์ (Youri Tielemans) เพื่อนร่วมทีมได้กล่าวชื่นชม แรชฟอร์ด (Rashford) ว่า “ผมดีใจมากกับฟอร์มการเล่นของเขาในตอนนี้ โดยเฉพาะการทำสองแอสซิสต์ในวันนี้ มาร์คัส เป็นนักเตะที่สามารถสร้างความหวาดกลัวให้กับคู่ต่อสู้ได้ทั้งในสถานการณ์ตัวต่อตัวและหนึ่งต่อสอง เขาเป็นผู้เล่นที่สำคัญมากสำหรับเราในการเล่นด้านซ้าย เพราะเขามอบมิติที่แตกต่างให้กับทีม”

 

ในขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ต้นสังกัดจริง ของ แรชฟอร์ด ยังคงทำผลงานได้ไม่ดีนัก เสมอกับ เอฟเวอร์ตัน 2-2 และรั้งอันดับ 15 ของตาราง

 

แต่ แรชฟอร์ด (Rashford) กลับกำลังค้นพบฟอร์มเก่งของตัวเองอีกครั้งภายใต้การคุมทีมของ อูไน เอเมรี (Unai Emery) แอสตัน วิลล่า มีออปชั่นในการซื้อขาด แรชฟอร์ด (Rashford) ด้วยค่าตัว 40 ล้านปอนด์เมื่อสิ้นสุดฤดูกาล หลังจากที่เขาแสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันยอดเยี่ยมในการลงเล่นให้กับทีม ทั้งในเกมเสมอกับ ลิเวอร์พูล 2-2 เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการได้ลงตัวจริงครั้งแรก และผลงานอันโดดเด่นในเกมล่าสุดกับ เชลซี ด้วยฟอร์มการเล่นที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ และโอกาสในการลงสนามที่มากขึ้น แรชฟอร์ด (Rashford) กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าเขายังคงเป็นนักเตะที่มีคุณภาพ และอาจกลายเป็นการเซ็นสัญญาที่คุ้มค่าสำหรับ แอสตัน วิลล่า หากพวกเขาตัดสินใจซื้อขาดในท้ายฤดูกาลนี้

 

มาร์คัส แรชฟอร์ด กลายเป็น ฮีโร่ที่ลงมาเปลี่ยนเกม ของ แอสตัน วิลล่า ให้พลิกสถานการณ์ได้สำเร็จ

 

ในโลกของฟุตบอล การพลิกฟื้นฟอร์มการเล่นของนักเตะระดับท็อปเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง และล่าสุด มาร์คัส แรชฟอร์ด (Marcus Rashford) ดาวยิงคนใหม่ของ แอสตัน วิลล่า ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าชั้นเชิงของเขายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นเคย การย้ายทีมครั้งสำคัญของ แรชฟอร์ด จาก sbobet live แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาสู่ แอสตัน วิลล่า สร้างความประหลาดใจให้กับวงการฟุตบอล แต่ผู้จัดการทีม อูไน เอเมรี่ (Unai Emery) มองเห็นศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวดาวเตะวัย 26 ปีรายนี้ เจมี่ เรดแนปป์ (Jamie Redknapp) อดีตกองกลางทีม ลิเวอร์พูล และทีมชาติ อังกฤษ ได้วิเคราะห์การกลับมาของ แรชฟอร์ด ในเกมที่พบกับ เชลซี ผ่านการถ่ายทอดสดของ สกาย สปอร์ตส์ โดยชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอันยิ่งใหญ่ที่เขามีต่อทีม sbobet live การตัดสินใจอันชาญฉลาดของ เอเมรี่ ในการส่ง แรชฟอร์ด ลงสนามแทน เจคอบ แรมซีย์ (Jacob Ramsey) กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม ดาวเตะชาว อังกฤษ แสดงให้เห็นถึงคุณสมบัติที่ครบเครื่องทั้งความเร็ว พลังงาน และความมุ่งมั่นทุ่มเทในสนาม แฟนบอล วิลล่า ที่ โฮลต์ เอนด์ ต่างประทับใจกับการแสดงความสามารถของ แรชฟอร์ด ที่ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงทักษะการเล่นที่ยอดเยี่ยม แต่ยังรวมถึงการทำงานหนักเพื่อทีม การวิ่งไล่บอล และความพยายามในการสร้างโอกาสให้กับเพื่อนร่วมทีม ผู้อำนวยการฝ่ายฟุตบอลหลายคนทั่วโลกอาจรู้สึกเสียดายที่พลาดโอกาสในการคว้าตัว แรชฟอร์ด มาร่วมทีม แต่ แอสตัน วิลล่า ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าการตัดสินใจลงทุนกับดาวเตะรายนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง การกลับมาครั้งนี้ของ แรชฟอร์ด ไม่เพียงแต่เป็นการพลิกฟื้นอาชีพของตัวเขาเอง แต่ยังเป็นการเพิ่มมิติใหม่ให้กับแนวรุกของ แอสตัน วิลล่า ภายใต้การนำของ เอเมรี่ ที่กำลังพาทีมไปสู่ความสำเร็จในฤดูกาลนี้ ความสำเร็จของ แรชฟอร์ด ใน วิลล่า เป็นตัวอย่างที่ดีของการที่นักเตะได้รับโอกาสใหม่และสามารถพลิกฟื้นฟอร์มการเล่นกลับมาได้อย่างยอดเยี่ยม ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการสนับสนุนจากทีมงาน สโมสร และแฟนบอล

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังตลาดซื้อขายเดือนมกราคม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังตลาดซื้อขายเดือนมกราคม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) ได้เสริมทัพในตลาดซื้อขายนักเตะเดือนมกราคม เพื่อหลีกเลี่ยงฤดูกาลที่แย่ที่สุดนับตั้งแต่ปี 2008-09 ซึ่งเป็นฤดูกาลที่สโมสรถูกซื้อโดยกลุ่มทุนจากอาบูดาบี (Abu Dhabi)

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า (Pep Guardiola) กุนซือของทีมเคยกล่าวว่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา เขาไม่ต้องการเสริมทัพ แต่หลังจากประสบปัญหานักเตะบาดเจ็บ ทำให้ต้องพิจารณาเรื่องการซื้อนักเตะใหม่

ซิตี้ (City) ที่ปัจจุบันรั้งอันดับ 5 ใน พรีเมียร์ลีก (Premier League) ได้คว้าตัวนักเตะมาแล้ว 3 ราย ด้วยค่าตัวรวม 123 ล้านปอนด์ ได้แก่:

  • โอมาร์ มาร์มูช (Omar Marmoush) กองหน้าจาก ไอน์ทรัคท์ แฟรงค์เฟิร์ต (Eintracht Frankfurt)
  • วิตอร์ เรอิส (Vitor Reis) กองหลังจาก ปัลไมรัส (Palmeiras)
  • อับดูโคเดอร์ คูซานอฟ (Abdukodir Khusanov) เซ็นเตอร์แบ็คจาก ล็องส์ (Lens)

มาร์มูช (Marmoush) วัย 25 ปี เป็นดาวซัลโวอันดับ 2 ใน บุนเดสลีกา (Bundesliga) ด้วย 15 ประตูจาก 17 เกม รองจาก แฮร์รี่ เคน (Harry Kane) ของ บาเยิร์น มิวนิค (Bayern Munich) และยังเป็นผู้นำในการทำแอสซิสต์ด้วย 9 ครั้งและทั้งนี้หากใครไม่อยากพลาด ทางเข้าsbobetล่าสุด สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์นี้ได้เลยครับ

เรอิส (Reis) วัย 19 ปี ย้ายมาด้วยค่าตัว 29.6 ล้านปอนด์ หลังติดทีมยอดเยี่ยมของลีกบราซิล ส่วน คูซานอฟ (Khusanov) วัย 20 ปี มาด้วยค่าตัว 33.6 ล้านปอนด์ หลังโชว์ฟอร์มโดดเด่นกับ ล็องส์ (Lens)

นอกจากนี้ ซิตี้ (City) ยังสนใจ อันเดรีย คัมเบียโซ (Andrea Cambiaso) แบ็คซ้ายจาก ยูเวนตุส (Juventus) และ จูมา บาห์ (Juma Bah) กองหลังวัย 18 ปีจาก เรอัล บายาโดลิด (Real Valladolid)

ภายใต้การนำของ กวาร์ดิโอล่า (Guardiola) การเสริมทัพครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาการบาดเจ็บของนักเตะ และเพิ่มความลึกให้กับขุมกำลัง โดยเฉพาะในแนวรับที่ขาดตัวเลือก หลังจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ (Kyle Walker) มีแนวโน้มย้ายไป เอซี มิลาน (AC Milan)

วันนี้ทางเรา จึงสรุปข่าวของ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาให้ทุกคนได้อ่านกันครับ และทั้งนี้หากใครไม่อยากพลาด ทางเข้าsbobetล่าสุด สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์นี้ได้เลยครับ

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กับการสร้างความทรงจำบนตารางพรีเมียร์ลีก

ตารางคะแนนพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้สร้างความประหลาดใจให้แฟนบอล โดยเฉพาะกับทีม น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) ที่สามารถขึ้นมาอยู่ในอันดับสองของตารางหลังผ่านครึ่งฤดูกาล ซึ่งทำให้แฟนบอลเริ่มพูดถึงโอกาสที่พวกเขาอาจจะได้กลับมาโลดแล่นในเวทียุโรป

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ กับการฟื้นฟูความยิ่งใหญ่

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) เคยเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในช่วงยุค 1970 และ 1980 โดยพวกเขาเคยคว้าแชมป์ลีกสูงสุด (First Division) และแชมป์ยูโรเปียนคัพถึงสองสมัยติดต่อกันภายใต้การคุมทีมของ ไบรอัน คลัฟ (Brian Clough) อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปี 1980-81 ฟอเรสต์ไม่ได้เข้าร่วมการแข่งขันในระดับยุโรปอีกเลย

ในฤดูกาลนี้ ภายใต้การคุมทีมของ นูโน เอสปิริโต ซานโต (Nuno Espirito Santo) ฟอเรสต์ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเก็บชัยชนะนัดสำคัญอย่างการเอาชนะ เอฟเวอร์ตัน (Everton) 2-0 และทำคะแนนสะสมได้ถึง 37 คะแนนจาก 19 นัด ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการลุ้นจบฤดูกาลในอันดับท็อปโฟร์

ความท้าทายในการแข่งขันกับทีมใหญ่

แม้ว่าการคว้าแชมป์ลีกในปีนี้อาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจาก ลิเวอร์พูล (Liverpool) ภายใต้การคุมทีมของ อาร์เน สลอต (Arne Slot) ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมและนำเป็นจ่าฝูง แต่ฟอเรสต์ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการแข่งขันกับทีมใหญ่

ในอดีต ฟอเรสต์และลิเวอร์พูลเคยต่อสู้กันในฐานะทีมชั้นนำของอังกฤษ โดยในปี 1978 ฟอเรสต์คว้าแชมป์ลีก ขณะที่ลิเวอร์พูลจบในอันดับสอง และในปีถัดมา ทั้งสองทีมสลับตำแหน่งกัน ความทรงจำเหล่านี้ทำให้แฟนบอลเริ่มคาดหวังว่า ฟอเรสต์อาจจะสร้างผลงานที่น่าประทับใจในฤดูกาลนี้

โอกาสลุ้นพื้นที่ยุโรป

การมี 37 คะแนนจาก 19 นัด ถือเป็นผลงานที่สร้างความหวังให้กับแฟนบอล แต่ประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกแสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ทุกทีมที่มีคะแนนเท่านี้ในครึ่งฤดูกาลจะสามารถจบในอันดับสูง ตัวอย่างเช่น วิมเบิลดัน (Wimbledon) ในปี 1997 จบในอันดับแปด และซันเดอร์แลนด์ (Sunderland) ในปี 2000 จบในอันดับเจ็ด

ในทางกลับกัน เชลซี (Chelsea) ในปี 2003 และลิเวอร์พูล (Liverpool) ในปี 2008 สามารถจบฤดูกาลในอันดับท็อปโฟร์หลังมีคะแนนเท่ากันในช่วงนี้

สำหรับฟอเรสต์ การรักษาผลงานให้สม่ำเสมอในครึ่งฤดูกาลหลังจะเป็นกุญแจสำคัญ หากพวกเขาต้องการจบฤดูกาลด้วยการคว้าตั๋วไปเล่นในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก

สรุป

น็อตติงแฮม ฟอเรสต์ (Nottingham Forest) กลับมาสร้างความทรงจำให้แฟนบอลอีกครั้งในฤดูกาลนี้ แม้การคว้าแชมป์ลีกอาจเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่การลุ้นจบท็อปโฟร์และการได้กลับไปเล่นในรายการยุโรปก็ถือเป็นความสำเร็จที่สำคัญสำหรับทีมนี้ แน่นอนว่าแฟนบอลทั่วโลกกำลังจับตามองผลงานของฟอเรสต์ในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล

การเลือก เว็บแทงบอลสเต็ป ที่มีระบบฝาก-ถอนอัตโนมัติช่วยให้คุณเดิมพันได้อย่างสะดวกและรวดเร็ว เว็บแทงบอลสเต็ป ที่ดีควรมีบริการลูกค้าตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อช่วยแก้ปัญหาในกรณีฉุกเฉิน

ลิเวอร์พูลกลับขึ้นจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกด้วยชัยชนะเหนือเชลซี

ลิเวอร์พูล (Liverpool) สามารถกลับขึ้นสู่ตำแหน่งจ่าฝูงของพรีเมียร์ลีกได้สำเร็จ หลังจากเอาชนะเชลซี (Chelsea) ที่สนามแอนฟิลด์ (Anfield) ทำให้การเริ่มต้นฤดูกาลภายใต้การคุมทีมของผู้จัดการทีมคนใหม่ อาร์เน่ สล็อต (Arne Slot) ยังคงยอดเยี่ยมต่อเนื่อง โดยชัยชนะในเกมนี้ทำให้สล็อตกลายเป็นกุนซือลิเวอร์พูลคนแรกที่สามารถพาทีมชนะได้ถึง 10 จาก 11 เกมแรกของเขา ซึ่งชัยชนะล่าสุดนี้ทำให้ลิเวอร์พูลนำหน้าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ (Manchester City) หนึ่งแต้ม หลังจากที่ซิตี้ชนะวูล์ฟแฮมป์ตัน (Wolves) ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บก่อนหน้านี้

โมฮาเหม็ด ซาลาห์ (Mohamed Salah) ช่วยให้ลิเวอร์พูลขึ้นนำ

ลิเวอร์พูลเริ่มต้นเกมด้วยการได้จุดโทษในนาทีที่ 29 เมื่อเลวี โคลวิล (Levi Colwill) ทำฟาวล์ใส่เคอร์ติส โจนส์ (Curtis Jones) ทำให้โมฮาเหม็ด ซาลาห์สามารถยิงประตูให้ทีมขึ้นนำ 1-0 ได้ อย่างไรก็ตาม ก่อนหมดครึ่งแรกผู้ตัดสินจอห์น บรู๊คส์ (John Brooks) ได้ตัดสินให้ลิเวอร์พูลได้จุดโทษอีกครั้งเมื่อผู้รักษาประตูของเชลซี โรเบิร์ต ซานเชซ (Robert Sanchez) ทำฟาวล์ใส่โจนส์ แต่ VAR ได้กลับคำตัดสินและไม่ให้จุดโทษ

เชลซีตีเสมอในช่วงครึ่งหลัง

เชลซีสามารถกลับมาตีเสมอได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง โดยนิโคลัส แจ็คสัน (Nicolas Jackson) หลุดเดี่ยวเข้ายิงประตูให้ทีมตีเสมอเป็น 1-1 หลังจากในตอนแรกประตูถูกตัดสินล้ำหน้า อย่างไรก็ตาม ลิเวอร์พูลสามารถกลับมานำได้อีกครั้งภายในเวลาเพียงสามนาที เมื่อโจนส์ยิงประตูจากการเปิดบอลของซาลาห์เข้าประตู ทำให้ลิเวอร์พูลกลับมานำ 2-1 ได้สำเร็จ

การคุมทีมของสล็อตเน้นการเล่นอย่างมีระเบียบ

ภายใต้การคุมทีมของอาร์เน่ สล็อต ลิเวอร์พูลมีการเล่นที่เป็นระเบียบและมีการวางแผนที่ชัดเจนมากขึ้น แตกต่างจากยุคของเจอร์เก้น คล็อปป์ (Jurgen Klopp) ที่เน้นเกมรุกอย่างหนัก แม้ว่าคล็อปป์จะพาทีมประสบความสำเร็จมาแล้วมากมายก่อนที่จะอำลาสโมสรในสิ้นสุดฤดูกาลที่ผ่านมา แต่สล็อตก็ได้นำสไตล์ใหม่ที่ทำให้ทีมมีความแข็งแกร่งทั้งในเชิงรับและเชิงรุก

ความกดดันจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้และการเตรียมตัวสำหรับเกมถัดไป

ชัยชนะครั้งนี้เป็นสามแต้มที่มีความสำคัญมากสำหรับลิเวอร์พูล เนื่องจากแมนเชสเตอร์ ซิตี้ยังคงกดดันด้วยการชนะในเกมก่อนหน้านี้ ทำให้การเอาชนะเชลซีเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการเตรียมพร้อมไปเยือนอาร์เซนอล (Arsenal) ในเกมพรีเมียร์ลีกนัดถัดไป

ลิเวอร์พูลยังคงมีการเล่นที่มั่นคงและมีผู้เล่นที่โดดเด่นอย่างโมฮาเหม็ด ซาลาห์และเคอร์ติส โจนส์ ที่ช่วยให้ทีมสามารถเอาชนะเชลซีได้ในเกมนี้ แม้ว่าจะมีบางช่วงที่ต้องเผชิญกับความยากลำบากก็ตาม แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาก็ถือเป็นก้าวสำคัญในการลุ้นแชมป์ของฤดูกาลนี้

การ วิเคราะห์บอล ก่อนการแข่งขันช่วยให้คุณเข้าใจสถานการณ์ของแต่ละทีมมากขึ้น เว็บไซต์ของเรามีการ วิเคราะห์บอล จากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณได้ข้อมูลที่ถูกต้องและแม่นยำ